[metaslider id="42"]

dumbbell Fixed Weight

Read More

dumbbell Adjustable

Read More

dumbbell Selectorizrd

Read More

5 วิธีการ การออกกำลังกายให้แข็งแรง

การออกกำลังกายให้เหมาะสมตามรูปร่างและความถนัดของตัวคุณเอง ดีต่อสุขภาพแน่นอนแต่วันนี้เราจะมาแนะนำรูปแบบการออกกำลังกายแบบต่างๆ ให้คุณสาวๆ ได้รู้จักกันมากขึ้นเพื่อที่คุณสาวๆ จะได้ไปเลือกออกกำลังกายให้เหมาะสม

1. การออกกำลังแบบแอโรบิก อะไรที่มีการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ๆ อย่างต่อเนื่องชั่วระยะเวลาหนึ่ง เป็นต้นว่า เต้นแอโรบิก เดิน วิ่ง ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน กีฬา เหล่านี้จะใช้ออกซิเจนเป็นพลังหลักในการออกกำลังกาย จึงมีผลดีกับระบบหัวใจและปอดจากการศึกษาพบว่า การออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง 10นาทีและทำวันละ 3รอบ จะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพไม่แพ้ต่อเนื่องรวดเดียว 30นาที

2. การออกกำลังแบบมีแรงต้าน (Resistance) เห็นชัดคือ การยกน้ำหนัก รวมทั้งท่าออกกำลังบางอย่างถึงไม่มีตุ้มน้ำหนักหรือดัมเบลก็ใช่ เช่น การทำท่าซิทอัพ เพราะมีตัวของเราเป็นแรงต้านแรงโน้มถ่วงของโลกเวลาเรายกตัวขึ้น เรียกอีกอย่างว่า การออกกำลังแบบ Strengtheni เมื่อก่อนเราเข้าใจว่ามีประโยชน์ต่อการสร้างความแข็งแรงของเซลล์กล้ามเนื้อ แต่เดี๋ยวนี้มีการศึกษาค้นพบว่า ถ้าคนที่เป็นโรคเบาหวาน, ความดันโลหิตสูง ออกกำลังกายแบบนี้จะเพิ่มไขมันที่ดีให้กับร่างกายด้วย ไม่จำเป็นต้องทำทุกวัน แค่ 2-3ครั้งต่อสัปดาห์ก็พอ

3. การออกกำลังกายแบบยืดคลายกล้ามเนื้อ (Flexibility) ก็โยคะนั่นแหล่ะ ถือว่าเป็นการออกกำลังกายที่ดี ทำให้กล้ามเนื้อข้อต่อและเนื้อเยื่อรอบข้อมีการเคลื่อนไหวอย่างถูกต้อง เสริมสร้างความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ ช่วยป้องกันการปวดต่างๆ ที่มักเกิดขึ้นเมื่ออายุมากขึ้นแต่คนที่เริ่มฝึกโยคะ โดยเฉพาะคนที่อายุมาก ควรได้รับการสอนตั้งแต่ขั้นพื้นฐานจากอย่างถูกต้องจากผู้เชี่ยวชาญ ไม่เช่นนั้นโอกาสเกิดการบาดเจ็บจะสูงมาก

4. การออกกำลังกายเพื่อฝึกการทรงตัว (Balance) โยคะก็ใช่ รำมวยจีน ไท้เก็ก ไทชิ ใช่หมด หมอขอเน้นสำหรับผู้สูงอายุ รวมถึงคนวัย 30 ขึ้นไปด้วย สังเกต ใส่ส้นสูง เดี๋ยวพลิกข้อเท้าแพลง เดินแล้วพื้นไม่เท่ากันการทรงตัวเสีย การรับความรู้สึกของข้อเท้ามันไม่ได้ สะดุดโน้นนี่นั่นนู้น คนเรายิ่งอายุมากขึ้นการทรงตัวจะเสื่อมเองโดยธรรมชาติ

5. ออกกำลังกายแบบประสานลมหายใจ (Breathing) ได้แก่ ชนิดกีฬาที่เน้นการเคลื่อนไหวของร่างกายให้สัมพันธ์กับการหายใจ หมอถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ควรจะฝึกประกอบไปด้วย ไม่ใช่เอาแต่วิ่งหรือยกน้ำหนัก ปกติคนเราหายใจตื้นมาก เรียกว่าใช้ศักยภาพของปอดที่มีอยู่ไม่เต็มที่เหมาะสม แต่ถ้าเราฝึกหายใจให้ถูกต้องจะทำให้ร่างกายได้ประโยชน์รับออกซิเจนได้มากขึ้น

การออกกำลังกาย ในฤดูร้อน

“การออกกำลังกาย” นอกจากจะทำให้มีสุขภาพแข็งแรงแล้ว ยังทำให้ห่างไกลจากภาวะอ้วนลงพุง ที่นำมาซึ่งความเสี่ยงต่อการเกิด โรควิถีชีวิต หรือโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)  ดังที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกันรณรงค์ให้คนไทยหันมาออกกำลังกายภายใต้โครงการคนไทยไร้พุง ตามแนวคิดของ 3 อ. พิชิตอ้วน คือ อ.อาหาร อ.ออกกำลังกาย และ อ.อารมณ์

อย่างไรก็ตาม จากสภาพอากาศที่ร้อนจัดในเวลานี้ ทำให้ผู้ที่รักสุขภาพหลายๆ คนเป็นกังวลว่า การออกกำลังกายในช่วงอากาศร้อน หรือการทำกิจกรรมกลางแจ้งนั้นสามารถทำได้หรือไม่ มีข้อควรระวังอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ วันนี้เรามีคำตอบ

เกี่ยวกับโรคหรือภาวะอาการที่ควรระวังในช่วงอากาศร้อนนั้น ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกกำลังกาย ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า

1. โรคลมแดดหรือฮีทสโตรก (Heat Stroke)

สัญญาณเตือนที่สำคัญของโรคฮีทสโตรก คือไม่มีเหงื่อออก แม้จะอากาศร้อน หน้าแดง ตัวร้อนจัดขึ้นเรื่อยๆ รู้สึกกระหายน้ำมาก วิงเวียน ปวดศีรษะ คลื่นไส้ หายใจเร็ว อาเจียน เกร็งกล้ามเนื้อ ชัก มึนงง สับสน รูม่านตาขยาย ความรู้สึกตัว ลดน้อยลง อาจหมดสติ หัวใจเต้นเร็วแต่แผ่วเบา ถ้าไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้องและทันเวลา อาจทำให้หัวใจหยุดเต้น และถึงแก่ชีวิตได้ ซึ่งแตกต่างจากอาการเพลียแดดทั่วๆ ไปที่จะมีเหงื่อออกด้วย

สำหรับผู้ที่มี ความเสี่ยงในการเกิด โรคฮีทสโตรก คือ ผู้สูงอายุ เด็ก ผู้ที่อดนอน ผู้ที่ดื่มเหล้าจัด ผู้ที่ทำงานในสภาพอากาศที่ร้อนชื้น และผู้ที่เป็นโรคเรื้อรัง เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคอ้วน รวมถึงนักกีฬา และทหารที่เข้ารับการฝึก โดยไม่มีการเตรียมสภาพร่างกายให้พร้อมที่จะเผชิญกับสภาพอากาศร้อนจัด

นักวิทยาศาสตร์การกีฬา บอกเสริมว่า  ในหน้าร้อนนี้ ควรออกกำลังกายในที่ร่มจะดีกว่า หากต้องออกกำลังกายกลางแจ้งจริงๆ ควรมีกระติกน้ำพกติดตัวไว้คอยดื่มตลอดเวลา เพื่อป้องกันภาวะฮีทสโตรก

2. ภาวะขาดน้ำ หรือเพลียแดด

ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงคือ ผู้ที่ออกกำลังกายหนักมากและต่อเนื่องเป็นเวลานาน วิธีสังเกตอาการคือ รู้สึกปวดหรือวิงเวียนศีรษะ ความดันต่ำ ปากแห้ง และมีลักษณะคล้ายจะเป็นตะคริว

3. โรคตะคริวแดด

มักพบในคนที่ออกกำลังกายกลางแจ้งหนักและต่อเนื่องเป็นเวลานานเช่นกัน ผู้ป่วยจะมีอาการปวดเกร็งที่กล้ามเนื้อ ถ้ารู้สึกว่าตนเองมีอาการเหล่านี้ควรหยุดออกกำลังกายทันที และให้รีบเข้าร่มมาอยู่ในบริเวณที่อากาศถ่ายเทได้สะดวก หากภายใน 1 ชั่วโมงอาการไม่ดีขึ้น แนะนำให้รีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจดูอาการอย่างละเอียด

4. โรคผิวไหม้แดด

โดยผิวบริเวณที่เป็นจะมีรอยแดง ปวดแสบ ปวดร้อน โดยทั่วไปมักจะดีขึ้นภายใน 1 สัปดาห์หากไม่ออกไปโดนแดดซ้ำ และประคบด้วยความเย็น หมั่นทาโลชั่นให้ความชุ่มชื้นบริเวณที่เป็นรอยไหม้เป็นประจำ ถ้าทำเช่นนี้แล้วอาการไม่ดีขึ้น ควรไป

เพื่อให้คนไทยมีสุขภาพที่ดี รวมไปถึงการเตรียมตัวที่ถูกต้อง “นายณัฐวุฒิ” แนะนำผู้ที่ต้องการออกกำลังกายช่วงหน้าร้อน ดังนี้

1. อบอุ่นร่างกายก่อนการออกกำลังกาย

2. เลือกช่วงเวลาในการออกกำลังกายโดยไม่ออกกำลังในช่วงที่มีอากาศร้อนจัด

3. เลือกสถานที่ออกกำลังกายที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก

4. แต่งกายให้เหมาะสมกับสภาพของอากาศและชนิดกีฬา โดยเลือกสวมเสื้อผ้าที่ระบายเหงื่อและความร้อนได้ดี

5. ทาครีมกันแดดทุกครั้งก่อนออกกำลังกายหรือไปทำกิจกรรมกลางแจ้ง

6. ที่สำคัญที่สุดควรจิบน้ำบ่อยๆ ระหว่างการออกกำลัง เพื่อทดแทนการสูญเสียเหงื่อและป้องกันภาวะขาดน้ำ

นักวิทยาศาสตร์การกีฬาหนุ่ม ย้ำว่า หากเริ่มรู้สึกร้อนมากๆ เนื่องจากทำกิจกรรมหรือทำงานกลางแจ้งนานๆ ให้เลี่ยงออกจากพื้นที่ โดยต้องพักจากกิจกรรมนั้น เพื่อทำให้ร่างกายเย็นลง อาจจะเปิดพัดลม ดื่มน้ำเย็น ใช้ผ้าเย็นเช็ดหน้า เช็ดตัว เพื่อเป็นการระบายความร้อนออกจากร่างกาย และควรจิบน้ำบ่อยๆ เพื่อช่วยระบายความร้อนให้ร่างกายอีกทาง

ประโยชน์ดีๆเน้นๆของการออกกำลังกาย

ประโยชน์ที่ได้รับจากการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และอย่างเหมาะสม นอกจากจะได้รูปร่างดีแล้ว ยังทำให้ร่างกายมีสุขภาพแข็งแรง สามารถป้องกัน รักษา และฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกายได้อีกด้วย.

สร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย : นอกจากจะทำให้ร่างกายแข็งแรง หุ่นเฟริม ยังทำให้ระบบเผาผลาญพลังงานในร่างกายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แข็งแรงมากขึ้น จึงทำให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้นเช่นกัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า เมื่อร่างกายมีภูมิคุ้มกันมากขึ้นเท่าไหร่ การเจ็บป่วยก็สามารถลดลงได้มากขึ้นเท่านั้นคะ.

กระตุ้นความรู้สึกทางเพศ : เพราะการออกกำลังกาย ช่วยเพิ่มอัตราการไหลเวียนเลือดไปยังอวัยวะทางเพศมากขึ้น จากการออกกำลังกายด้วยการปั่นจักรยานเพียง 20 นาที สามารถช่วยกระตุ้นความรู้สึกทางเพศของสาวๆ ได้มากถึง 169% เลยทีเดียว.

ช่วยให้นอนหลับสบาย : หรือช่วยทำให้นอนหลับง่าย และเร็วขึ้นนั่นเองคะ เมื่อวันไหนที่ได้ออกกำลังกาย จะรู้สึกเหนื่อย และร่างกายจะสั่งให้นอนหลับพักผ่อนโดยอัตโนมัติคะ ทำให้คุณรู้สึกมีชีวิตชีวาทุกครั้งเมื่อตื่นนอนนั่นเองคะ

ป้องกันโรคในช่องปาก : อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้คนส่วนใหญ่ปากเหม็น การออกกำลังกายจะช่วยลดการอักเสบและช่วยทำให้เกิดโปรตีนในเลือดเพิ่มมากขึ้น ผู้สูงวัยที่มีการออกกำลังกายเป็นประจำ โอกาสที่จะประสบกับโรคช่องปากก็จะลดลงได้นั่นเองคะ.

ลดความเคลียด : ความเคลียดเกิดขึ้นได้ และลดลงได้เมื่อร่างกายได้มีการออกแรง หรือการออกกำลังกาย เพราะเมื่อไหร่ที่หัวใจเต้นเร็วขึ้น จะทำให้ความเคลียดลดลง เกิดการเปลี่ยนแปลงของลฮอร์โมน แล้วเมื่อไหร่ที่เราสามารถจัดการกับความเคลียดได้ เราก็จะสามารถรับมือกับปัญหาทุกสิ่งที่ทำให้เราเคลียดได้อย่างง่ายดาย.

มีความสุขมากขึ้น : สารเคมีที่อยู่ในสมองที่มีชื่อเรียกว่า “สารแห่งความสุข” หรือ “สารโดพามีน (Dopamine.)” เป็นสารสื่อประสาททำหน้าที่สำคัญเกี่ยวกับความรู้สึกยินดี และมีความสุข และจะหลั่งออกมาเมื่อมีการออกกำลังกายนั่นเองคะ.

รูปร่างได้สัดส่วน : การออกกำลังกายเป็นประจำสามารถช่วยเร่งการเผาผลาญ ดึงไขมันที่สะสมในร่างกายออก แล้วนำมาใช้เป็นพลังงาน การออกกำลังอย่างเหมาะสม จะทำให้รูปร่างของคุณดูดีขึ้น หรือสมสัดส่วนนั่นเองคะ.

ป้องกันโรคหัวใจ : การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ก่อผลดีต่ออัตราการเต้นของหัวใจ

และระบบเลือดสูบฉีด รวมไปถึงช่วยลดไขมันคอเลสเตอรอลของการออกกำลังกายที่พอเหมาะ

หัวใจจึงปลอดภัย ลดอาการบวม และอักเสบที่เป็นอัตรายต่อหัวใจได้คะ.

มีสมาธิดีขึ้น : เพราะการออกกำลังกานในแต่ละครั้งจะเกี่ยวเนื่องกับการกำหนดลมหายใจ

5 รูปแบบ การออกกำลังกายให้สุขภาพดี

การออกกำลังกายถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญและดีต่อสุขภาพ และในยุคปัจจุบันการออกกำลังกายถือว่าได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ประเภทของการออกกำลังกาย นักวิทยศาสตร์การกีฬา ได้จำแนกรูปแบบของการออกกำลังกายไว้ 5 รูปแบบ คือ

1. การออกกำลังกายแบบเกร็งกล้ามเนื้ออยู่กับที่

การออกกำลังกายประเภทนี้จะไม่มีการเคลื่อนไหวของร่างกาย ตัวอย่างเช่น การใช้มือบีบวัตถุ การยืนดันเสาหรือกำแพง การนั่งบนเก้าอี้โดยการเหยียดแขนและเท้าออกไปแล้วเกร็งกล้ามเนื้อ ซึ่งจะเหมาะกับผู้ที่ทำงานนั่งโต๊ะเป็นเวลานานจน ไม่มีเวลาออกกำลังกาย แต่ไม่เหมาะกับรายที่เป็นโรคหัวใจ หรือเป็นโรคความดันโลหิตสูง เพราะจะมีการกลั้นหายใจในขณะปฏิบัติ และเป็นการออกกำลังกายที่ไม่ได้ช่วยส่งเสริมสมรรถภาพทางกายได้อย่างครบถ้วน โดยเฉพาะด้านระบบการหายใจ และระบบการไหลเวียนโลหิต

2. การออกกำลังกายแบบมีการยืดหดตัวของกล้ามเนื้อ

เป็นการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกายขณะที่ออกกำลังกาย เช่น การวิดพื้น การยกน้ำหนัก การดึงข้อ จึงเหมาะกับผู้ที่มีความต้องการสร้างความแข็งแรงกล้ามเนื้อเฉพาะส่วนของร่างกาย เช่น นักเพาะกายหรือนักยกน้ำหนัก ส่วนผลของการออกกำลังกายเช่นนี้จะเป็นไปทางเดียวกันกับชนิดแรกการออกกำลังกายแบบเกร็งกล้ามเนื้ออยู่กับที่

3. การออกกำลังกายแบบทำให้กล้ามเนื้อทำงานไปอย่างสม่ำเสมอตลอดการเคลื่อนไหว

ตัวอย่างการออกกำลังกาย เช่น การถีบจักรยานอยู่กับที่ การก้าวขั้นบันได หรือการใช้เครื่องมือทางชีวกลศาสตร์ เหมาะกับการใช้ทดสอบสมรรถภาพทางกายของนักกีฬา หรือผู้ที่มีความสมบูรณ์ทางร่างกายเป็นส่วนใหญ่ แต่จะต้องมีความรู้เป็นอย่างดี เพราะมีโอกาสเกิดอันตรายต่อผู้ออกกำลังกายได้ง่าย

4. การออกกำลังกายแบบไม่ใช้ออกซิเจนในระหว่างที่มีการเคลื่อนไหว

ตัวอย่าง เช่น การวิ่ง 100 เมตร กระโดดสูง พุ่งแหลน ทุ่มน้ำหนัก และขว้างจักร เป็นต้น ส่วนใหญ่แล้วจะปฏิบัติกันในหมู่นักกีฬาที่ทำการฝึกซ้อมหรือแข่งขัน จึงไม่เหมาะกับบุคคลธรรมดาทั่วไป

5. การออกกำลังกายแบบใช้ออกซิเจน

เป็นลักษณะการออกกำลังกายที่มีการหายใจเข้าและหายใจออกอย่างต่อเนื่อง ในระหว่างที่มีการเคลื่อนไหว เช่น การวิ่งจ๊อกกิ้ง การเดินเร็วหรือการว่ายน้ำ ซึ่งการออกกำลังกายแบบนี้เป็นที่นิยมกันมากในหมู่ของนักออกกำลังกาย และเป็นที่ยอมรับของนักวิทยาศาสตร์การกีฬา ตลอดจนในวงการแพทย์ เพราะการออกกำลังกายแบบนี้ จะสามารถบ่งบอกถึงสมรรถภาพทางกายของบุคคลนั้นได้เป็นอย่างดี โดยทำการทดสอบได้จากอัตราการเต้นของหัวใจ หรือ ความดันโลหิต นอกจากนี้ยังมีผลดีต่อทางด้านร่างกายอีกหลายอย่าง คือ
5:1 เป็นวิธีป้องกันการเกิดโรคหัวใจได้ดีที่สุด และทำให้หัวใจแข็งแรงขึ้น (เฉพาะในรายที่ไม่เคยเป็นโรคหัวใจมาก่อน)
52 เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและกระดูก
5.3 ช่วยลดปริมาณไขมันในร่างกายได้เป็นอย่างดี
5.4 ช่วยทำให้ระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่ายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
55 ช่วยเสริมสร้างบุคลิกภาพ
5.6 ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานโรค
5.7 ช่วยลดปริมาณสารคอเลสเตอรอลในเลือดลงได้

อนามัยโลกเตือน ประชากรโลกออกกำลังกายน้อยไป เสี่ยงเกิดปัญหาสุขภาพ

ผู้เชี่ยวชาญจากองค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้คนออกกำลังกายมากขึ้น หลังพบว่าประชากรโลกออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมที่กระฉับกระเฉงน้อยลง โดยเฉพาะในประเทศที่ประชาชนมีรายได้สูงอย่างสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร

รายงานของ WHO ประมาณการว่าประชากร 1.4 พันล้านคน หรือคิดเป็นสัดส่วน 25% ของโลกไม่ได้ออกกำลังกายอย่างเพียงพอ ซึ่งเพิ่มปัจจัยเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพ เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวานชนิดที่ 2 และโรคมะเร็งบางชนิด

ผลการศึกษาซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร The Lancet Public Health อาศัยข้อมูลจากรายงานการออกกำลังกายใน 168 ประเทศ ครอบคลุมกลุ่มประชากร 1.9 ล้านคนนักวิจัยจาก WHO พบว่าประเทศที่มีรายได้สูงมีสัดส่วนประชากรที่ไม่ค่อยออกกำลังกายเพิ่มขึ้นจาก 32% ในปี 2001 เป็น 37% ในปี 2016 ขณะที่ประเทศที่ประชากรมีรายได้ต่ำมีสัดส่วนคนไม่ออกกำลังกายคงที่ที่ระดับ 16%รายงานระบุด้วยว่าประชากรที่ไม่ค่อยออกกำลังกายมีการทำกายบริหารไม่ถึง 150 นาทีของค่าเฉลี่ยการออกกำลังกายระดับปานกลางที่ควรจะเป็น หรือออกกำลังกายเต็มที่ไม่ถึง 75 นาทีต่อสัปดาห์

เมื่อพิจารณาแยกตามเพศ พบว่าประชากรเพศหญิงมีการออกกำลังกายน้อยกว่าเพศชายในเกือบทุกภูมิภาค ยกเว้นเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนภูมิภาคที่มีความแตกต่างของอัตราการออกกำลังกายระหว่างเพศชายและหญิงมากที่สุดคือเอเชียใต้ เอเชียตะวันออก ตะวันออกกลาง แอฟริกาเหนือ และประเทศรายได้สูงในยุโรปตะวันตก

ส่วนสาเหตุที่ทำให้คนออกกำลังกายไม่เพียงพอนั้น นักวิจัยระบุว่ามาจากหลายปัจจัยรวมกัน ซึ่งรวมถึงภาระหน้าที่ในการเลี้ยงดูบุตร ตลอดจนทัศนคติที่มีรากฐานมาจากวัฒนธรรม ซึ่งเป็นอุปสรรคขัดขวางไม่ให้ประชากรบางกลุ่มออกมาออกกำลังกายคณะผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าการที่ประชากรในประเทศที่ร่ำรวยมีแนวโน้มเลือกงานหรือทำงานอดิเรกที่อยู่กับที่มากขึ้น รวมถึงการนิยมขับรถไปไหนมาไหนเองเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ตัวเลขคนไม่ออกกำลังกายเพิ่มสูงขึ้นส่วนประเทศที่มีรายได้ต่ำ คนมีแนวโน้มทำกิจกรรมที่กระฉับกระเฉงจากงานของพวกเขา รวมถึงออกกำลังกายจากการเดินหรือใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะ

สำหรับข้อแนะนำจาก WHO นั้น ผู้ที่มีอายุ 19-64 ปีควรทำกิจกรรมกายบริหารระดับปานกลาง (Moderate Aerobic Activity) อย่างน้อย 150 นาที หรือออกกำลังกายเต็มที่ (Vigorous Exercise) 75 นาทีต่อสัปดาห์ นอกจากนี้ยังควรฝึกกล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายอย่างน้อย 2 วันต่อสัปดาห์

ส่วนการทำกายบริหารหรือกิจกรรมแอโรบิกระดับปานกลาง ซึ่งเป็นการออกกำลังกายที่ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจอยู่ที่ 50-70% ของอัตราการเต้นสูงสุดนั้นสามารถเลือกได้ตามความชอบหรือความถนัด เช่น การเดินเร็ว เดินเขา ขี่จักรยานทางเรียบหรือเนินไม่มาก แอโรบิกในน้ำ เล่นสเกตบอร์ดหรือโรลเลอร์เบลด รวมถึงตีเทนนิสประเภทคู่ บาสเกตบอล และวอลเลย์บอล

ส่วนการออกกำลังกายเต็มที่หรือมีความเข้มข้นสูงสุด ซึ่งเป็นการออกกำลังกายที่ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจอยู่ที่ 70-85% ของอัตราการเต้นสูงสุดนั้น ประกอบด้วย การวิ่งเร็วหรือวิ่งจ๊อกกิ้ง ว่ายน้ำเร็ว ขี่จักรยานขึ้นเขาหรือปั่นด้วยความเร็วสูง เต้นแอโรบิก ยิมนาสติก ตีเทนนิสประเภทเดี่ยว เล่นฟุตบอลหรือรักบี้ และศิลปะการต่อสู้

การออกกำลังกายให้ครบสามหมู่

ทุกคนคงเห็นพ้องต้องกันว่าการออกกำลังกายเป็นผลดีต่อสุขภาพ แต่อาจมีคนจำนวนไม่มากที่ทราบว่า การออกกำลังกายที่ทำให้เกิดความสมบูรณ์แข็งแรงของสุขภาพนั้น สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท โดยแต่ละประเภทส่งผลต่อร่างกายแตกต่างกันออกไป ทั้งนี้ หากเรามีความเข้าใจการออกกำลังกายแต่ละประเภทอย่างถูกต้อง เราก็จะสามารถเลือกวิธีการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับเป้าหมาย และความต้องการของตนเองได้ โดยการออกกำลังกายทั้ง 3 ประเภทมีดังนี้

1. การออกกำลังกายเพื่อความสมบูรณ์แข็งแรงของระบบหัวใจและหลอดเลือด (Cardiorespiratory Exercise)

          เป็นการออกกำลังกายที่มีการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ ๆ มีรูปแบบเป็นจังหวะซ้ำ ๆ เช่น การเดิน การวิ่งเหยาะ การปั่นจักรยาน เต้นแอโรบิก พายเรือ ว่ายน้ำ ฯลฯ การออกกำลังกายประเภทนี้จะทำให้ปอด หัวใจ และหลอดเลือดแข็งแรง เพราะระบบในร่างกายจะต้องส่งออกซิเจนไปสู่กล้ามเนื้อให้เพียงพอตลอดเวลา ด้วยเหตุดังกล่าว การออกกำลังกายประเภทนี้สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดตีบได้ ทำให้สมรรถภาพหัวใจดีขึ้น สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ได้มากขึ้น ทำให้ชีพจรเต้นช้าลง ร่างกายของผู้ที่ออกกำลังกายเพื่อความสมบูรณ์แข็งแรงของระบบหัวใจและหลอดเลือด จึงสามารถนำไขมันมาเผาผลาญได้ดีกว่าผู้ที่ไม่ออกกำลังกาย 

2.  การออกกำลังกายเพื่อความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อ (Resistance Exercise)

          เป็นกิจกรรมที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของร่างกาย การออกกำลังกายประเภทนี้จะมีการเคลื่อนไหวร่างกายในลักษณะต่าง ๆ โดยอาศัยแรงต้านจากน้ำหนักร่างกายเราเอง เช่น ดันพื้น ดึงข้อ ลุกนั่ง เป็นต้น หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ เข้าช่วย เช่น ดัมเบล ยางยืด เป็นต้น ผู้ที่ออกกำลังกายประเภทนี้ จะมีมวลกล้ามเนื้อมากขึ้น ทำให้เกิดการใช้พลังงานและมีการเผาผลาญพลังงานมากขึ้น

          อย่างไรก็ตาม การออกกำลังกายเพื่อความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อ มีความเสี่ยงสำหรับผู้ที่มีโรคความดันโลหิตสูง ดังนั้นควรปรึกษาแพทย์ และหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่มีการเกร็งค้าง เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายได้

3. การออกกำลังกายเพื่อความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ (Flexibility Exercise)

          เป็นการเหยียดกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ เอ็น และตามข้อต่อต่าง ๆ เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่น ทำให้ร่างกายสามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างสะดวก ช่วยลดการบาดเจ็บที่เกิดกับกล้ามเนื้อและข้อต่อ บรรเทาอาการปวดหลังปวดไหล่ บ่า คอ เพิ่มมุมของการเคลื่อนไหวให้ร่างกาย โดยโยคะเป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน การออกกำลังกายเพื่อความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อนี้ ควรทำภายหลังการอบอุ่นร่างกายอย่างดีแล้ว และควรยืดเหยียดให้ถึงสภาวะที่กล้ามเนื้อตึงกำลังดี และไม่ควรกระทำหักโหมเกินไป 

เป็นโรคหัวใจก็สามารถออกกำลังกายได้

ใครว่า “ผู้ป่วยโรคหัวใจ” ออกกำลังกายไม่ได้ เรามักจะเคยได้ยินคนทั่วไปให้คำแนะนำแก่ผู้ที่มีอาการความผิดปกติเกี่ยวกับหัวใจ หรือผู้ป่วยโรคหัวใจว่า ไม่ควร ไม่เหมาะที่จะออกกำลังกาย แต่แท้จริงแล้ว ผู้ป่วยโรคหัวใจสามารถออกกำลังกายได้ข้อมูลจากสถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ เปิดเผยว่า การออกกำลังกายมีความจำเป็นอย่างมาก สำหรับทุกคนหรือแม้แต่ผู้ป่วยโรคหัวใจ เพราะการออกกำลังกายจะช่วยกล้ามเนื้อหัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายมากขึ้น

สิ่งที่ควรทำก่อนออกกำลังกาย
ผู้ป่วยโรคหัวใจ ควรเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์ เพื่อประเมินสภาพร่างกายและความพร้อม ทั้งเรื่องของอัตราการเต้นของหัวใจ ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นระหว่างออกกำลังกาย ความหนักของการออกกำลังกาย รวมไปถึงประเภทและชนิดของกีฬาที่ควรเล่น

ไม่ไหว อย่าฝืน
ผู้ป่วยต้องรู้จักประมาณตน เช็กอาการเบื้องต้นของตัวเองได้ เช่น ชีพจร อาการหอบ ความเหนื่อยที่ร่างกายแสดงออกมา หรือปริมาณเหงื่อ อาการเจ็บหน้าอก หน้ามืด คลื่นไส้ หากเกิดอาการเหล่านี้ ควรหยุดและปรึกษาแพทย์

ตั้งเป้าหมายระยะสั้นๆ
ออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาทีต่อครั้ง สัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง เช่น การเดิน แอโรบิก หรือเวทเบาๆ เพื่อทำให้ร่างกายเริ่มปรับและคุ้นชิน หากละเลยจากการออกกำลังกายไปเป็นเวลานาน เมื่อกลับมาเริ่มต้นใหม่ หัวใจจะทำงานหนักขึ้น ดังนั้น ควรออกกำลังกายให้สม่ำเสมอจะส่งผลดีต่อสภาพร่างกายมากขึ้น หัวใจทำงานได้ดีขึ้น

หาเพื่อนออกกำลังกาย
ผู้ป่วยโรคหัวใจที่ยังต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์ จำเป็นที่จะต้องออกกำลังกายโดยมีบัดดี้ เพื่อป้องกันการเกิดสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด

หาอุปกรณ์เสริม

ผู้ป่วยที่กังวลว่าระดับชีพจรจะพุ่งสูงขึ้นจนเกินไป อาจหาตัวช่วยที่สามารถบอกได้ว่า ขณะออกกำลังกายหัวใจหรือชีพจรเต้นในอัตราใด เช่น

การออกกำลังกายที่เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นโรคหัวใจ
แอโรบิก เป็นการออกกำลังกายที่ร่างกายทุกส่วนได้เคลื่อนไหว ซึ่งทำให้กล้ามเนื้อใช้พลังงานได้อย่างเต็มที่ทุกส่วน และการออกกำลังกายด้วยการแอโรบิกนั้น ไม่หนักจนเกินไป หัวใจเต้นในอัตราที่ไม่สูงหรือเร็วมาก แต่ทำให้ร่างกายได้รับออกซิเจนในกระแสเลือดมากขึ้น หัวใจสูบฉีดโลหิตได้ดีขึ้น

การเดิน เป็นการออกกำลังกายที่เหมาะกับคนทุกวัย ทั้งคนป่วยและไม่ป่วย การเดินไม่ทำให้ร่างกายเหนื่อยมากจนเกินไป สำหรับผู้สูงอายุควรเลือกการเดินเป็นการออกกำลังกาย

วิ่ง สำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจ หากประสงค์ที่จะวิ่ง จำเป็นต้องปรึกษากับแพทย์ผู้ดูแลเสียก่อน เพราะการวิ่งทำให้อัตราการเต้นของหัวใจสูงขึ้นได้ง่าย อาจต้องควบคุมความเร็วและความแรงของการวิ่ง เพื่อให้หัวใจเต้นอยู่ในโซนที่ปลอดภัย

การวิ่งช่วยให้กล้ามเนื้อหัวใจได้ออกแรงและสูบฉีดโลหิตได้เร็วกว่า และทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้นอีกด้วย

ว่ายน้ำ การออกกำลังกายในน้ำมีผลกระทบกับข้อต่อในร่างกายและกล้ามเนื้อน้อยที่สุด เพราะน้ำเป็นตัวช่วยชั้นดีในการพยุงน้ำหนักตัว แม้จะออกแรงมากแต่ให้ความรู้สึกเหนื่อยน้อยกว่าการออกกำลังกายชนิดอื่น ทั้งยังช่วยให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรง

ข้อดีของการออกกำลังกายในผู้ป่วยโรคหัวใจ
1. ช่วยให้หัวใจทำงานได้ดีขึ้น หลังการออกกำลังกายพบว่า หัวใจเต้นช้าลง และมีการเพิ่มปริมาณเลือดในการบีบตัวแต่ละครั้ง

2. อาการเจ็บหน้าอกลดลง

3. สามารถออกกำลังกายได้นานขึ้น หลังจากออกกำลังกายติดต่อกันเป็นระยะเวลา 3-4 สัปดาห์

4. ช่วยให้ระบบการหายใจดีขึ้น

5. การทำงานของเซลล์เยื่อบุผิวหลอดเลือดดีขึ้น ทำให้มีการหลั่งสารที่ทำให้หลอดเลือดขยายได้มากขึ้น เลือดไปเลี้ยงแขนขาและหัวใจเพิ่มขึ้น

สำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือด ผู้ป่วยที่เพิ่งพ้นจากภาวะหัวใจวาย หรือผู้ป่วยจากภาวะน้ำท่วมปอด ควรฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการหายใจก่อน เมื่อกล้ามเนื้อที่ใช้ในการหายใจแข็งแรงแล้ว จากนั้นจึงค่อยฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ในแต่ละขั้นตอนควรใช้เวลาในการฝึก 1-2 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้ป่วยด้วยว่าสามารถพัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อได้ดีขนาดไหน

ออกกำลังอย่างไรให้ได้ประโยชน์สูงสุด

เมื่อถามว่าทำไมเรามักขี้เกียจออกกำลังกายหรือไม่ค่อยมีวินัยในการออกกำลังกาย หลายๆ คนอาจตอบว่าการออกกำลังกายนั้นใช้เวลามากเกินไป จากการศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดา พบว่า 69% ของคนทั่วไปเชื่อว่า “อุปสรรค” ของการออกกำลังกายคือคำว่า “ฉันไม่มีเวลามากพอ”

สำหรับคนส่วนใหญ่ “เวลาในการออกกำลังกาย” นี้หมายถึงช่วงเวลาที่ออกกำลังกายจนเสร็จอย่างต่อเนื่อง เมื่อคำนวณเวลาคร่าวๆตั้งแต่เปลี่ยนเสื้อผ้า เตรียมของ เดินทางไปและกลับ รวมทั้งหมดก็อย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง และถ้าคุณมีนัดต่ออีก ตารางวันนั้นจะแน่นมาก จนบ่อยครั้งเราก็จะบอกกับตัวเองว่า วันนี้ไม่ไปออกกำลังกายละกัน!

การออกกำลังกายอย่างมีประสิทธิภาพ คือการออกกำลังกายได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องเสียเวลากับเรื่องอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้อง ให้การออกกำลังกายนั้นได้ผลดีที่สุด

ใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้วยการออกกำลังกายแบบปริมาณการฝึกต่ำแต่ความเข้มข้นสูง

ปริมาณการฝึกต่ำ หมายถึง การออกกำลังกายจำนวนต่ำ เช่นจำนวนเซ็ตน้อย
ความเข้มข้นสูง หมายถึง กิจกรรมที่ต้องออกแรงเยอะกว่าหรือการออกกำลังที่หนักกว่า

หลักการคือเพิ่มประสิทธิภาพของการทำงานของหัวใจและปอดโดยการออกกำลังมากที่สุดเท่าที่คุณทำได้ในช่วงเวลาสั้นๆ เช่น ออกกำลังเซ็ตหนึ่งไม่เกินยี่สิบนาที ถ้าตารางวันนี้ของคุณแน่นและไม่มีเวลามาก แต่ยังอยากมีวินัยในการออกกำลังกาย นี่จะเป็นตัวเลือกการออกกำลังกายที่ดีเลยทีเดียว

ประโยชน์สำคัญที่จะได้รับจากการออกกำลังกายแบบนี้คือทำให้คุณรู้สึกว่า “ออกกำลังกายเมื่อไรก็ได้”

  • ไม่ต้องหาสถานที่: ทั้งหมดที่คุณต้องทำก็คือแค่หากิจกรรมการออกกำลังกายที่เหมาะสมผ่านแอป และเริ่มออกกำลังกายด้วยอุปกรณ์ง่ายๆ เช่น เสื่อโยคะ หรือดัมเบลล์
  • ออกกำลังกายสั้นๆ แต่ปรับเปลี่ยนได้ง่าย: การออกกำลังกายแบบนี้ไม่จำเป็นต้องวางแผนล่วงหน้า แตกต่างจากการออกกำลังกายระดับต่ำหรือปานกลางที่ต้องมีวางแผนเพื่อสะสมความหนัก
  • มีประสิทธิภาพ: ไม่ว่าจะเพื่อรักษารูปร่าง เสริมสร้างการทำงานของปอดและหัวใจ หรือช่วยให้ระบบเผาผลาญในร่างกายดีขึ้น
  • ควบคุมประมาณแคลอรี่ที่บริโภค: เพราะการออกกำลังกายแบบนี้จะมีระยะที่สั้น ซึ่งปกติแล้วจะไม่กระตุ้นต่อมความหิวของคุณมากเท่าไหร่

รู้หรือไมออกกำลังกาย ช่วงไหนดีที่สุด

สำหรับคนออกกำลังกาย ก็คงตอนไหนก็คงไม่สำคัญเท่า ได้ลงมือหรือยัง เพราะบ้างคนต่างมีข้ออ้างกันมากมายให้เหตุกับตัวเองบ้างว่าไม่ว่างเลยงานเยอะจัง ทำงานเสร็จว่าจะกลับมาออกกำลังกาย ก็อาจว่าอยากนอนเร็ว วันนี้ทำงานมาเหนื่อยแล้ว นู้นนี้นั่นมากมาย

1. การออกกำลังกายตอนเช้า

ช่วงเวลาเช้า หรือหลังตื่นนอน เป็นช่วงที่ร่างกายกำลังฟื้นตัวจากการพักผ่อน ควรรับประทานอาหารก่อนออกกำลังกายอย่างน้อย 2 – 3 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายมีพลังงานเพียงพอต่อการออกกำลังกาย และควรอบอุ่นร่างกายให้นานกว่าการออกกำลังกายในช่วงเวลาอื่นอย่างน้อย 10 – 15 นาที เพื่อให้ร่างกายอบอุ่นมากพอสำหรับการออกกำลังกาย


ข้อดี

– ช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญของร่างกายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้สามารถเผาผลาญแคลอรี่ได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

– ช่วยกระตุ้นระบบการทำงานของหัวใจ ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจดีขึ้น

– ทำให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่ามากขึ้น และตื่นตัวพร้อมสำหรับการเริ่มต้นวันใหม่

– ช่วยให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนเอ็นดอร์ฟิน ซึ่งเป็นสารที่ทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น

– อากาศในช่วงเช้าจะสดชื่น และมีมลพิษน้อยกว่าในช่วงอื่น อีกทั้งแสงแดดในตอนเช้ายังมีประโยชน์กับร่างกายอีกด้วย

– มีสมาธิในการออกกำลังกายมากกว่าเพราะมีสิ่งรบกวนน้อย

– สามารถออกกำลังกายได้อย่างสม่ำเสมอ เพราะการออกกำลังกายในช่วงเช้าจะเป็นสิ่งแรกที่ทำในแต่ละวัน แตกต่างจากช่วงเวลาอื่นที่อาจจะมีกิจกรรมอื่น ๆ มาแทรกทำให้ไม่สามารถออกกำลังกาย



ข้อเสีย

– หากพักผ่อนไม่เพียงพอก็จะทำให้ยิ่งอ่อนเพลียยิ่งกว่าเดิม

– ทำให้ตับทำงานอย่างหนัก เพราะในช่วงการนอนหลับ ตับก็ยังคงทำงานอยู่ เมื่อตื่นนอนเราจะไม่มีพลังงานเหลือเพียงพอสำหรับการออกกำลังกาย และตับก็จะดึงสารอาหารที่เก็บสะสมไว้ออกมาใช้เป็นพลังงาน ทำให้ตับทำงานตลอดเวลาไม่มีการหยุดพักร่างกายจะมีอุณหภูมิที่ต่ำกว่าปกติ ทำให้ระบบไหลเวียนเลือดน้อย ส่งผลให้ร่างกายไม่สามารถออกกำลังกายได้เต็มที่ และมีโอกาสบาดเจ็บได้มากกว่าลองเลือกการออกกำลังกายแบบโยคะ หรือการออกกำลังกายแบบเบาๆ ช่วยลดอาการบาดเจ็บ

2. การออกกำลังกายตอนกลางวันถึงบ่าย

ช่วงกลางวันและช่วงบ่ายเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายทำงานอย่างเต็มที่ อุณหภูมิในร่างกายเป็นปกติ และการทำงานของร่างกายฟื้นตัวจากการพักผ่อนเรียบร้อยแล้ว หากต้องการจะออกกกำลังกายในช่วงนี้ควรจะจัดสรรเวลาให้ดี และควรควบคุมการรับประทานอาหารหลังจากออกกำลังกายให้ดีเพื่อไม่ให้ทานเยอะจนเกินไป

ข้อดี

– ร่างกายมีระดับฮอร์โมน และการไหลเวียนที่สูงกว่าในช่วงเช้า ซึ่งอยู่ในระดับปกติ ทำให้สามารถออกกำลังกายได้มาก

– ช่วยลดความอยากอาหารในมื้อกลางวัน และมื้อเย็นได้ นอกจากนี้ยังไม่ทำให้กินจุบจิบอีกด้วย

– ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า หลังจากการทำงานในช่วงเช้า

– ลดอาการง่วงเหงาหาวนอนในช่วงบ่ายได้ดี และช่วยผ่อนคลายความเครียด

– มีการศึกษาพบว่า ระบบการหายใจในช่วงบ่ายจะทำงานได้ดีกว่าในช่วงอื่นๆ ของวัน



ข้อเสีย

– ในช่วงเที่ยง ระบบการหายใจจะทำงานได้ไม่ดีเท่าที่ควร โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจจะทำให้ประสิทธิภาพในการออกกำลังกายลดลง 15 – 20 %

– ในช่วงเที่ยงมีเวลาจำกัดจึงทำให้ออกกำลังกายได้ไม่เต็มที่ และช่วงบ่ายอาจมีภารกิจที่เข้ามาแทรกทำให้การออกกำลังกายน้อยเกินที่ควรจะเป็น

– ในช่วงเที่ยง เหมาะสำหรับการออกกำลังกายในที่ร่ม เช่น เต้นแอโรบิค หรือในช่วงบ่าย แสงแดดไม่ทำลายผิวสามารถขี่จักรยาน
และตีแบดมินตันกันได้ทั้งครอบครัว

3. การออกกำลังกายตอนเย็นถึงค่ำ

ช่วงเวลายอดนิยมของคนทำงาน เนื่องจากเป็นช่วงเวลาหลังจากการทำงาน สามารถใช้เวลากับการออกกำลังกายได้เต็มที่เพื่อให้การออกกำลังกายในช่วงเย็นถึงค่ำได้ผลยิ่งขึ้น ในขณะออกกำลังกาย และหลังจากออกกำลังกาย ควรดื่มน้ำอุณหภูมิห้องเพื่อปรับอุณหภูมิในร่างกายเป็นปกติ และไม่ควรรับประทานอาหารก่อนออกกำลังกาย นอกจากนี้หลังจากออกกำลังกายแล้ว ควรเว้นระยะห่างอย่างน้อย 4 – 6 ชั่วโมง ก่อนเข้านอน เพื่อให้ร่างกายปรับสมดุลได้ และจะทำให้หลับได้สนิทมากขึ้น


ข้อดี

– โดยทั่วไปคนเราจะมีอุณหภูมิและฮอร์โมนในร่างกายสูงที่สุดก็ในช่วง 18.00 น เป็นต้นไป ทำให้สามารถออกกำลังเต็มประสิทธิภาพ

– ความเสี่ยงในการเกิดการบาดเจ็บน้อย

– มีพลังงานในการออกกำลังกายมากกว่าช่วงอื่นๆ เพราะระหว่างวันได้รับประทานอาหารเข้าไปอย่างเพียงพอ

– ช่วยผ่อนคลายความเครียด และลดอาการเมื่อยล้าจากการทำงาน

– ช่วยลดความอยากอาหารในมื้อเย็นได้ ทำให้ไม่รับประทานมากจนเกินไปในช่วงเย็น

ข้อเสีย

– การออกกำลังกายในช่วงนี้จะทำให้ร่างกายตื่นตัว และทำให้นอนหลับได้ยาก ส่งผลต่อการหลั่งฮอร์โมน และนาฬิกาชีวิต

– ร่างกายจะเผาผลาญไขมันสะสมได้ช้า เพราะพลังงานทั้งหมดที่จะต้องใช้ในการเผาผลาญไขมันจะถูกใช้ไปกับการออกกำลังกาย ทำให้ร่างกายจะต้องใช้เวลานานขึ้นในการเผาผลาญให้ถึงระดับของไขมันสะสม

– การว่ายน้ำที่คอนโดมิเนียม หรือการเต้นแอโรบิคภายในบ้าน เป็น 2 กิจกรรมยอดฮิตของคนวัยทำงาน ที่มักจะทำในช่วงเวลากลางคืน

ออกกําลังกายลดน้ำหนัก 30 นาทีลดได้หลายแคล

การสร้างหุ่นเฟิร์มพร้อมสุขภาพดี ไม่จำเป็นต้องอดอาหาร แค่หันมาออกกำลังกายแล้วก็กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ (ครบ 3 มื้อด้วย) ก็ช่วยคุณได้ แต่ควรออกกำลังกายแบบไหน ถึงจะเผาผลาญแคลอรี่ส่วนเกินออกไปรี่ได้เยอะ ภายในเวลาแค่ 30 นาที ลองตามไปดูวิธีออกกำลังกาย ที่ช่วยจะเผาผลาญแคลอรี่ได้มากถึง 500 แคลอรี่ ว่ามีวิธีไหนกันบ้าง ? ไปดูพร้อม ๆ กันเลย

รู้หรือไม่ว่า…. การวิ่งเพียง 30 นาที ก็สามารถเบิร์นพลังงาานออกจากร่างกายได้ถึง 500 แคลอรี่ทีเดียว เนื่องจาก “การวิ่ง” เป็นการออกกำลังกายที่ต้องเคลื่อนไหวร่างกายทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นแขน ขา หรือแม้แต่ศีรษะและลำคอ รวมถึงอวัยวะภายในอย่างปอดและหัวใจ ฉะนั้น หนุ่ม ๆ หรือสาว ๆ ที่อยากเบิร์นไขมันตั้งแต่หัวจรดเท้า ก็สามารถออกกำลังกายด้วยการวิ่งได้นะคะ แต่อย่าลืมวอร์มร่างกายก่อนวิ่งนะ

นับเป็นการออกกำลังกายที่ดึงพลังงานไปใช้ได้เยอะมาก ๆ อีกวิธีหนึ่ง ทั้งการว่ายน้ำยังดีต่อผู้ที่ไม่สะดวกออกกำลังกายด้วยการวิ่ง หรือออกกำลังกายที่ต้องใช้ข้อต่อมาก ๆ เนื่องจากมีปัญหาเจ็บข้อเจ็บเข่า ดังนั้น หากกำลังมองหาวิธีเผาผลาญไขมันที่ดีและรวดเร็ว แนะนำให้ว่ายน้ำต่อเนื่อง 30 นาที

สำหรับการกระโดดเชือก ถือเป็นวิธีเบิร์นแคลอรี่อย่างรวดเร็ว เนื่องจากร่างกายของสามารถออกกำลังกาย เพื่อสลายไขมันได้พร้อม ๆ กันทุกสัดส่วน แต่ที่จะเห็นผลได้เร็วเป็นพิเศษ ก็คือ แขน ขา รวมถึงหน้าท้อง ที่ต้องเกร็งอยู่ตลอดเวลาที่คุณกระโดดเชือก

สายแดนซ์ คงชื่นชอบการออกกำลังกายด้วยการเต้นแอโรบิก ที่คุณจะได้ขยับร่างกายไปตามจังหวะเสียงเพลงอย่างสนุกสนาน ทำให้การออกกำลังกายของคุณไม่น่าเบื่อเป็นวิธีออกกำลังกายที่ทำให้ร่างกายมีกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น และฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ทำให้ไขมันและน้ำตาลที่แอบซ่อนอยู่ในกล้ามเนื้อถูกดึงออกมาเผาผลาญให้เป็นพลังงาน อีกทั้งการออกกำลังกายฝึกกล้ามเนื้อ ทำได้ง่าย ๆ ด้วยการวิดพื้น เล่นเวท สควอท แพลงก์ หรือซิทอัพ เป็นต้น

สุดยอดการเบิร์นยอดฮิตในตอนนี้ คงหนีไม่พ้นวิธีออกกำลังกายด้วยการต่อยมวย ทั้งเตะ ต่อย ศอก หมัด บอกเลยว่าทั้งสนุก สะใจ และคลายเครียดได้ดีทีเดียว